Call Me by Your Name ความรักและความงามท่ามกลางฤดูร้อน

ในที่สุดก็ได้มีโอกาสดู Call Me By Your Name สักที หลังจากผ่านมาเกือบสองปีได้ ตอนที่ฉายในโรงก็ไม่ได้ดูเพราะไม่เข้าสาขาใกล้บ้าน วันก่อนเลื่อนเน็ตฟลิกซ์ไปมาก็เห็นเรื่องนี้พอดี เลยกดเข้าไปดู ไม่ผิดหวังเลยจริง ๆ เป็นหนังที่ดีมาก ๆ รู้สึกเสียดายอย่างเดียวก็คือการที่ไม่ได้รับชมในโรงนี่แหละ เพราะภาพสวยมาก มันคงจะดีถ้าได้ดูบนจอใหญ่ ๆ ในโรง

Call Me by Your Name Synopsis

ช่วงฤดูร้อนปี 1983 Elio Pearlman เด็กชายชาวยิวอเมริกันวัย 17 ปี ใช้เวลาช่วงวันหยุดไปกับครอบครัว ในหมู่บ้านที่มีมาตั้งแต่สมันศตวรรษที่ 17 ในเมือง Lombardy ประเทศอิตาลี แล้วเขาก็ได้พบกับ Oliver นักศึกษาปริญญาเอกหน้าตาดีวัย 24 ปี ที่ทำงานเป็นเด็กฝึกงานให้กับพ่อของเอลิโอ ท่ามกลางแสงอาทิตย์อันเจิดจ้า และทิวทัศน์อันสวยงาม เอลิโอและโอลิเวอร์ก็ได้พบกับความงามและความต้องการที่จะเปลี่ยนชีวิตของทั้งคู่ตลอดไป

call me by your name

รีวิว

ตอนแรกที่ได้ยินเรื่องนี้เราไม่รู้เลยว่าสร้างมาจากนิยาย เรารู้แค่ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ตัวละครนำเป็นผู้ชายทั้งคู่ และโปสเตอร์ก็สวยมาก ๆ จนมาเริ่มาเห็นรีวิวก็คิดว่าหนังเรื่องนี้น่าสนใจ แต่กลับไม่เข้าฉายที่โรงภาพยนตร์สาขาใกล้บ้าน เลยไม่มีโอกาสได้ไปดูบนจอใหญ่ จนวันนึงก็เข้าเน็ตฟลิกซ์ไปฟเจอหนังเรื่องนี้อยู่หน้าแรกก็กดเพิ่มเข้าไว้ในลิสต์จนอาทิตย์ที่ผ่านมานี่แหละเพิ่งได้มีเวลาดู แล้วพบว่ามันดีงามสมคำร่ำลือ

ส่วนของเนื้อเรื่องไม่ได้โฟกัสแค่ที่ความรักความชอบของเพศเดียวกันเท่านั้น มันยังมองเห็นถึงการค้นพบตัวเอง เรียนรู้ความรู้สึกของตัวเองในเด็กวัย 17 ปี ซึ่งเราก็เข้าใจได้ว่ามันต้องมีความสับสนและไม่เข้าใจอยู่ในนั้น ส่วนของโอลิเวอร์เรายังดูไม่ออกนะว่าตอนแรกเขาสนใจเอลิโออย่างที่ว่าจริง ๆ เพราะดูเป็นหนุ่มเฟรนด์ลี่ที่เข้ากันได้ง่ายกับทุกคน จนกระทั่งทั้งคู่ต่างก็สารภาพความรู้สึกของตัวเองแล้วนั่นแหละเราถึงเห็นความรู้สึกของโอลิเวอร์จริง ๆ

call me by your name

อีกอย่างหนึ่งที่ชอบก็คือพ่อแม่ของเอลิโอที่เขาใจลูกมากจริง ๆ ระหว่างที่โอลิเวอร์ยังคงอยู่ที่บ้านและใช้เวลาไปกับเอลิโอทั้งพ่อและแม่ก็ไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายอะไร มีคำแนะนำสั้น ๆ ให้ลูกก็เท่านั้น ปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้เอาเองและก็ไม่ได้ทอดทิ้ง ยังคงแสดงออกให้เห็นว่าอยู่ข้าง ๆ เสมอ เราว่ามันเป็นสิ่งที่ลูก ๆ ต้องการอย่างมากเลยล่ะ ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหนก็ตาม

และที่ต้องชื่นชมมากจริง ๆ ก็คืองานภาพ ทุกอย่างออกเพอร์เฟกต์มาก โทนสีของฉาก เสื้อผ้าตัวละคร แสงสวย ๆ ในช่วงฤดูร้อนที่อิตาลี ทุกอย่างทำให้เรารู้สึกเหมือนกับหลุดไปอยู่ในยุคนั้นจริง ๆ มุมกล้องต่าง ๆ ก็มีผลนะ ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับตัวละครเลย แถมยังเป็นฝีมือของคุณสยมภู มุกดีพร้อมผู้กำกับภาพชาวไทย และยังได้รางวัล Independent Spirit Award for Best Cinematography มาด้วย ซึ่งก็ควรค่าแก่รางวัลจริง ๆ

ถ้าใครยังไม่ได้ดูเราก็อยากให้ลองดูกัน ส่วนใครที่ดูแล้วจะดูอีกก็ได้ เราก็ว่าจะซ้ำอีกรอบเหมือนกัน